หลัง จากที่คุณผ่านการฟอกสีฟันมาด้วยความอดทนและทนอดอย่างทรหด การดูแลรักษาฟันให้ขาวสวยตลอดไปนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า เรามีเคล็ดลับ 5 ประการมาฝากคุณๆ หากคุณไม่ต้องการฟอกสีฟันใหม่อีกครั้งภายในระยะเวลาอันสั้น ดังนี้

  1. ควร หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ก่อให้เกิดคราบสีบนฟัน เช่น การดื่มชา กาแฟ ไวน์แดง รวมถึงการงดสูบบุหรี่อย่างน้อย 1 สัปดาห์
  2. ควรหลีกเลี่ยงน้ำยาบ้วนปาก และยาสีฟันที่มีสีเข้ม
  3. ควร ใช้ยาสีฟันสำหรับดูแลฟันหลังฟอกสีโดยเฉพาะ ยาสีฟันประเภทนี้จะมีส่วนผสมของน้ำยาฟอกสีฟันเล็กน้อย ซึ่งจะช่วยดูแลสีฟันให้ขาวได้นานขึ้น
  4. แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละครั้ง เพื่อขจัดสีและคราบบนผิวฟัน การดูแลรักษาความสะอาดฟันอย่างถูกวิธีจะสามารถช่วยรักษาความขาวให้อยู่ได้ นานมากขึ้น
  5. หมั่นใช้ชุดฟอกสีฟันแบบทำเองที่บ้าน เพื่อช่วยให้ฟันขาวขึ้น และขาวนานขึ้น
  6. ควร ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทันตแพทย์ และพบทันตแพทย์เพื่อขูดหินปูนตามนัด การฟอกสีฟันจะอยู่ตัวมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับอาหารและรูปแบบในการดำเนินชีวิตของคุณๆ และการฟอกสีฟันสามารถทำได้ใหม่เป็นช่วงๆ เนื่องจากน้ำยาฟอกสีฟันในปัจจุบันมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และไม่มีอันตรายถ้าใช้อย่างถูกวิธีและใช้กับวัสดุที่ถูกต้อง

ฟอกสีฟันที่ไหนดี ?

การฟอกสีฟัน

ใน ช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ เทคนิคการฟอกฟันให้ขาวได้มีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ ปัจจุบันวิธีการฟอกสีฟันมีหลากหลายวิธี ซึ่งมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป เราขอรวบรวมมาให้คุณพิจารณา 5 วิธี ดังต่อไปนี้

  1. In-office Power Bleaching เป็นการฟอกสีฟันที่ทำในคลินิก โดยทันตแพทย์ ใช้สารไฮโดรเจน เปอร์ออกไซด์ ที่มีความเข้มข้นสูง (ประมาณ 35%)
  2. At-home Bleaching เป็นการฟอกสีฟันที่ทำด้วยตัวเองที่บ้าน ด้วยสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ความเข้มข้นต่ำ (ประมาณ 10%)
  3. In-office assisted Bleaching เป็นการฟอกสีฟันที่ทำร่วมกันระหว่าง in-office power bleaching กับ at-home bleaching โดยทำในกรณีที่สีเริ่มต้นของฟันเข้มมาก จะทำ in-office power bleaching ด้วยสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ความเข้มข้นสูง เพื่อให้ฟันสีขาวขึ้นระดับหนึ่งก่อน จากนั้นจะให้กลับไปทำต่อเองที่บ้าน ด้วยสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ความเข้มข้นต่ำ ต่อเนื่องกันไปสักระยะหนึ่ง สีของฟันจะขาวขึ้นได้อีก และความขาวจะอยู่ได้นานขึ้น
  4. Over-the-counter Bleaching ใช้สารฟอกสีฟันไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ความเข้มข้นต่ำ รูปแบบต่างๆ ที่มีวางขายทั่วไปตามท้องตลาด หาซื้อมาใช้ได้เอง ไม่จำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของทันตแพทย์ เชื่อว่าสามารถทำให้ฟันขาวขึ้นได้
  5. Walking Bleaching เป็นการฟอกสีฟันในฟันที่เปลี่ยนสีเนื่องจากฟันตาย ฟันที่ได้รับการรักษารากฟัน หรือฟันปกติที่ได้รับการกระทบกระเทือนจะมีสีคล้ำขึ้น เนื่องจากมีการคั่งของเลือดภายในท่อเนื้อฟัน การฟอกสีฟันในฟันตายสามารถทำได้โดยทำการฟอกเฉพาะซี่นั้นๆ ได้โดยตรง ทันตแพทย์จะเป็นผู้ใส่สารฟอกสีฟันเข้าไปข้างในตัวฟันที่เปลี่ยนเป็นสีคล้ำ นั้นเพื่อทำให้ฟันขาวขึ้น เมื่อสีเป็นที่น่าพอใจแล้ว ก็ปิดช่องไว้อย่างถาวรต่อไป

กรณีที่ทันตแพทย์ไม่แนะนำให้คุณฟอกสีฟัน

  • กรณี ที่คุณมีปัญหาโรคเหงือก ฟันผุ เหงือกอักเสบ ฟันร้าว หรือแม้กระทั่งเหงือกร่น ก็ไม่เหมาะที่จะทำการฟอกสีฟัน เพราะจะทำให้เสียวฟันมากกว่าปกติได้
  • กรณีที่คุณกำลังตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร
  • และ กรณีที่คุณมีการอุดฟันแบบสีเหมือนฟัน การครอบฟัน การอุด/เติมฟันสีธรรมชาติ เพราะการฟอกสีฟันจะใช้ไม่ได้ผลกับวัสดุเหล่านั้น ยิ่งกว่านั้นจะทำให้สีดูชัดเจนยิ่งขึ้นท่ามกลางฟันที่ขาวของคุณ

ฟอกสีฟันราคาเท่าไหร่

ฟอกสีฟันที่ไหนดี

  • กรณีฟอกสีฟันเพียงซี่เดียว (Walking Bleaching) ราคาประมาณ 1,000 บาทต่อซี่
  • การฟอกสีฟันทั้งปาก หากเป็นกรณี at-home bleaching ราคาประมาณ 5,000 – 8,000 บาท
    และการทำ in-office power bleaching ราคาประมาณ 8,000 -15,000 บาท
  • กรณี Over-the-counter Bleaching ชุดฟอกสีฟันเองที่บ้าน Take-Home Whitening ถาดฟอกสีฟัน และน้ำยาฟอกสีฟัน ราคาถูก ประมาณ 700 -1,500 บาท

ปัจจุบัน การฟอกสีฟันเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายพอๆ กับการเปลี่ยนสีผม การทาครีมหน้าขาว ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ยิ้มกว้างแล้วเห็นฟันมีสีเข้มเมื่อเทียบกับสีผิวแก้ม หรือตาขาว ทำให้มีผลเสียต่อบุคลิกภาพของคุณ การฟอกสีฟันจะมีส่วนช่วยทำให้คุณดูอ่อนเยาว์ สดใส และสามารถยิ้มได้อย่างมั่นใจ แถมยังทำให้สุขภาพในช่องปากของคุณดียิ่งขึ้นอีกด้วย หวังว่าคุณๆ คงจะเลือกการฟอกสีฟันที่ถูกวิธีและทำให้คุณๆ มีสุขภาพเหงือกและฟันที่แข็งแรงตลอดไป…

loading...